คลิปแอร์โฮสเตสเสียอาการหนักมาก เจอนักฟุตบอลแซว

 aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzIzOC8xMTkzNjE5L25ld3MwNy0xLmpwZw==

    พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสาธิตวิธีการใช้อุปกรณ์ฉุกเฉินด้วยความลำบากเพราะผู้โดยสารป่วนหนัก

เหตการณ์ป่วนพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน หรือแอร์โอสเตส ในขณะที่กำลังสาธิตการใช้อุปกรณ์ช่วยชิวิตครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนสายการบิน Aeroflot ของรัสเซีย ซึ่งมีผู้โดยสารที่เป็นแฟนฟุตบอลเดินทางไปด้วย และได้ก่อกวนพนักงานต้อนรับ ทำให้การทำงานของเธอเป็นไปด้วยความลำบากกว่าปกติ

ในวีดีโอที่ถูกนำมาเผยแพร่นั้น จะเห็นได้ว่า คณะผู้เดินทาง ทั้งส่งเสียงเชียร์ ปรบมือ ทั้งหัวเราะเสียงดัง ในขณะที่แอร์สาวกำลังปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งตัวเธอเองก็ได้พยายามอย่างหนักในเรียกสติให้กลับมาโฟกัสกับการทำงานตรงหน้า

และในช่วงของการสาธิตการสวมหน้ากากอ๊อกซิเจนนั้น เธอขำจนไม่สามารถสาธิตจนจบกระบวนการได้ จากนั้นเมื่อเธอพยายามจะอธิบายถึงอุปกรณ์ช่วยชีวิต ผู้โดยสารก็ปรบมือเสียงดัง รบกวนเธออย่างต่อเนื่อง ส่วนการสาธิตการใช้เข็มขัดที่เก้าอี้โดยสาร ก็ไม่สามารถทำเรียบร้อยเช่นกัน เธอต้องเองมือปิดหน้า และหัวเราะออกมา

ผู้โดยสารที่อยู่บนเครื่องหลายคน บันทึกภาพเธอด้วยกล้องวีดีโอจากโทรศัพท์มือถือ และนำภาพที่เห็นว่าน่าขันนี้ เผยแพร่บนโลกออนไลน์ จนมีผู้เข้ามาชมเป็นจำนวนกว่า 8 ล้านครั้งในเวลาเพียงแค่ข้ามคืน อย่างไรก็ตาม มีผู้เข้ามาวิจารณ์เหตุการณ์นี้ว่า เป็นเรื่องไม่เหมาะสม เพราะนี่เป็นการสาธิตเพื่อความปลอดภัยในการโดยสารเครื่องบิน หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ผู้โดยสารกลุ่มนี้ จะทำอะไรไม่ถูกและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

ยังมีผู้โพสต์ข้อความอีกว่า พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ให้ข้อมูลที่จำเป็นต่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้หน้ากากอ๊อกซิเจน หากผู้โดยสารไม่สนใจ และเมื่อเกิดเหตุไม่สามารถใช้อุปกรณ์ได้ ก็จะเป็นอันตรายถึงชวิต
ทางฝั่งที่เข้าข้างผู้โดยสาร ก็เข้ามาเขียนระบุว่า คนกลุ่มนี้ น่าจะขึ้นเครื่องบินมาหลายครั้งแล้ว จนรู้วิธีการใช้อุปกรณ์ฉุกเฉินเป็นอย่างดี และจากภาพที่เห็น ก็บอกได้ว่า ทั้งผู้โดยสาร ทั้งพนักงานที่ออกมาสาธิต ต่างก็สนุกสนานกันดี

คนจีน / การท่องเที่ยวไทย / เงิน ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย..

คนจีน / การท่องเที่ยวไทย / เงิน ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย..

คนจีน / การท่องเที่ยวไทย / เงิน ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย..

กระแสข่าวกรณีนักท่องเที่ยวชาวจีนบอยคอตไม่มาเที่ยวภาคเหนือโดยมีการโยงเหตุว่ามาจาก นักท่องเที่ยวชาวจีนได้รับการดูถูกในเรื่องพฤติกรรมต่างๆ ในสังคมโซเชียล จนเป็นเหตุให้เกิดความน้อยใจ กำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจขึ้นมา หลายภาคส่วน แสดงความกังวลออกมาอย่างเห็นได้ชัด

โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยว นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ได้ลงมาตรวจสอบข้อมูลในเรื่องดังกล่าว และออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า

” จากการตรวจสอบข้อมูลที่มีการเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียนั้นเป็นข้อมูลเก่า ทางกระทรวงได้ตรวจสอบตามเว็บไซต์ที่สำคัญแล้ว ไม่พบข้อมูลดังกล่าวแต่อย่างใด การตรวจสอบข้อมูลล่าสุดใน 5 เมืองใหญ่ในประเทศจีน ไม่พบว่ามีกระแสบอยคอต แต่มีที่เฉพาะเมืองมณฑลยูนนานเท่านั้น แต่ยืนยันว่าไม่ประมาทและได้เฝ้าติดตามตรวจสอบความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา”

นอกจากนี้ รัฐมนตรีท่องเทียวยังยืนยันว่าตัวเลขการท่องเที่ยวชาวจีนโดยรวมยังไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด เป็นการการรันตีว่า กระแสการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวจีนยังดีอยู่…

เช่นเดียวกับ นายธนากร เสรีบุรี ประธานกิตติมศักดิ์สภาธุรกิจไทย-จีน ที่แสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวว่า

“เรื่องน่าสนใจในเวลานี้คือ การท่องเที่ยว คนจีนมาท่องเที่ยวเมืองไทยแล้วสร้างความเดือดร้อน ตรงนี้มีเป็นส่วนน้อย แต่อย่าพลาดโอกาสนี้ไป โอกาสที่คนจีนออกเที่ยวนอกประเทศมากขึ้น หากคนจีนไปท่องเที่ยวประเทศอื่น ไทยจะเสียหาย เพราะเกิดการใช้จ่ายในท่องเที่ยวจำนวนมาก ตั้งแต่คนเปิดประตูรถ ร้านอาหาร และโรงแรม ล้วนจะมีรายได้”

ดูเหมือนทั้งสองมุมมองไม่ว่าจะภาครัฐและเอกชน ต่างแสดงความกังวลต่อตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่อาจหดหายไป นั้นหมายถึงเม็ดเงินจำนวนมากมายที่กระจายไปยังภาคส่วนต่างๆจะหดหายไปด้วย

จริงๆแล้วในมิติของการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ไม่ว่าชาติใด รวมไปถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยเองก็เช่นกัน ..ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาและ ควรวางกฎระเบียบให้ชัดเจนเพื่อการดูแลการท่องเที่ยวโดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งมีความสำคัญโยงใยกับระบบนิเวศน์อื่นๆ ซึ่งส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ

เราเห็นภาพข่าว จำนวนนักท่องเที่ยวที่แห่ทะลักกันไปท่องเที่ยวจนดูแล้วไม่รู้ว่าสถานที่จะรองรับได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นหมู่เกาะ สำคัญๆในภาคใต้ เช่น พีพี อ่าวมาหยา หรือภูเขาที่กำลังเป็นที่นิยม เช่น ภูทับเบิก เขาค้อ หรือพื้นที่อื่นๆอีกมากมาย

การท่องเที่ยวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยเขามาดูแล เพื่อจัดระบบไม่ให้จำนวนนักท่องเที่ยวล้นเกินจนเป็นการทำลายสภาพของพื้นที่ท่องเที่ยว มีการก่อมลพิษ สร้างขยะมูลฝอย จำนวนมหาศาลให้ตามแก้ไขปัญหาทีหลังตามมาอยู่บ่อยครั้ง

เราเห็นภาพนักท่องเที่ยว ดำน้ำแล้วมีการจับปลาทะเลขึ้นมา นำปะการังขึ้นมาจากท่องทะเล ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย อยู่บ่อยครั้ง ทำไม่เหตุการณ์เหล่านี้ยังเกิดขึ้นให้เห็น การให้ความรู้ ตอกย้ำว่าสิ่งใดทำได้สิ่งใดทำไม่ได้จากไกด์นำเที่ยว มีเพียงพอหรือไม่..การลงมือกวดขัดหากมีการกระทำเกิดขึ้นต้องสอบสวนไกด์ว่าได้อธิบายชี้แจงอย่างชัดเจนต่อนักท่องเที่ยวหรือไม่.หากหละหลวม ต้องมีการลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง รวมทั้งลงโทษนักท่องเที่ยวอย่างจริงจังใช่ทางออกหรือไม่…?

ส่วนประเด็นที่ฮือฮา มีการทำเพจการ์ตูนเพื่อต้องการให้เข้าใจนักท่องเที่ยวชาวจีน นั้นเป็นเรื่องที่ดี..ในแง่ของการต้องรู้จักว่าเขามีพื้นฐานอย่างไร ความเข้าใจในภาษาเป็นอย่างไร เพื่อจะได้เป็นช่องทางในการสื่อสารเพื่อให้เขาเข้าใจว่าอะไรทำได้ อะไรไม่ควรทำเพื่อจะผิดกฎหมายผิดระเบียบ

แต่การยกประเด็นโดยอ้างว่าอำนาจซื้อ จำนวนนักท่องเที่ยว ที่มีมากมายมหาศาล หากเกิดบอยคอตอะไรจะได้รับผลกระทบนั้น ถือว่าเป็นการสื่อสารที่สะท้อนถึงการไม่ยอมรับความผิดพลาด ในการกระทำของคนของตัวเองด้วยเช่นกัน

ก่อนหน้านี้เราได้ยินข่าวในเรื่องมารยาทและการกระทำบางอย่างที่นักท่องเที่ยวชาวจีนแสดงอย่างไม่เหมาะสม ไม่เฉพาะในประเทศไทยแต่ในหลายๆประเทศทั่วโลกก็เช่นกัน จนทางการจีนเองก็ออกกฎระเบียบว่าหากนักท่องเที่ยวชาวจีนไปกระทำการใดๆที่เป็นการผิดมารยาททำให้เสื่อมเสียจะถูกลงโทษมาแล้วเช่นกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น เราเองในฐานะเจ้าของประเทศก็ต้องวางระเบียบวางระบบให้ชัดเจน ว่าอะไรที่นักท่องเที่ยวทำได้ไม่ได้อย่างไร ต้องจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวให้เหมาะสมในพื้นที่ท่องเที่ยวบางแห่งที่มีความอ่อนไหว ไม่ใช่เปิดให้นักท่องเที่ยวล้น ด้วยหวังอยากจะได้เงินจำนวนมากๆเพียงอย่างเดียว

การท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่ทำเงินตราต่างประเทศได้อย่างเป็นกอบเป็นกำก็จริง แต่จำเป็นต้องมองหลายมิติ ท่องเที่ยวแบบไหนได้ขนาดไหน จะรักษาพื้นที่รักษาความสมบูรณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนอย่างไร เพราะสิ่งเหล่านี้หากเสียหายยากที่จะทำให้เกิดขึ้นมาได้อีก..การมองเรื่อง เงิน อย่างเดียวไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเสมอไป…..

บขส.มั่นใจย้ายรถตู้เข้าสถานีขนส่งไม่มีปัญหา

บขส.มั่นใจย้ายรถตู้เข้าสถานีขนส่งไม่มีปัญหา

บขส.มั่นใจย้ายรถตู้เข้าสถานีขนส่งไม่มีปัญหา

บขส. มั่นใจ รองรับบริการประชาชาน หลังย้ายรถตู้โดยสารเข้าสถานีขนส่ง เชื่อไม่มีปัญหา

พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า สำหรับการจัดพื้นที่ให้บริการในสถานีขนส่งกรุงเทพ ทั้ง 3 แห่ง จะเพียงพอต่อปริมาณรถตู้โดยสารทั้งระบบ ที่จะย้ายเข้ามาจอดรับผู้โดยสารภายในสถานี ซึ่งจะมีสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งมาตรการความปลอดภัยของผู้ขับขี่รถตู้โดยสาร การตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ รวมถึงประชาชนจะได้รับประโยชน์จากอัตราค่าโดยสารที่ถูกลงตามระยะทางของแต่ละสถานี ขณะที่การเตรียมความพร้อมด้านจราจร ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการดูแลการจราจรทั้งระบบ ส่วน บขส.จะบริหารจัดการการจราจรภายในสถานี ส่วนการเตรียมคืนพื้นที่บริเวณสถานีขนส่งหมอชิต ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ในอีกประมาณ 2 ปี นั้น บขส. ได้เตรียมพื้นที่ใหม่ บริเวณด้านข้างสถานีขนส่งหมอชิต จำนวน 16.7 ไร่ เพื่อเป็นพื้นที่จอดรถตู้โดยสาร เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการให้บริการ และเมื่อโครงการรถไฟฟ้าในพื้นที่โดยรอบก่อสร้างเสร็จ ก็จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการเดินทางของผู้โดยสารได้

น้ำมันดิบWTIต่ำสุดในรอบ3เดือนอุปทานล้น

น้ำมันดิบWTIต่ำสุดในรอบ3เดือนอุปทานล้น

น้ำมันดิบWTIต่ำสุดในรอบ3เดือนอุปทานล้น

  ไทยออยล์ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส แตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน จากอุปทานน้ำมันที่ล้นตลาด

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) รายงานสถานการณ์น้ำมันปิดตลาดน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ปรับลดลง 1.06 เหรียญ มาอยู่ที่ 43.13 เหรียญ ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับลดลง 0.97 เหรียญ มาอยู่ที่ 44.72 เหรียญ โดยราคาน้ำมันปรับลดลง มากกว่าร้อยละ 2 จากความกังวลว่า อุปทานน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปล้นตลาด อาจส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลกับอุปสงค์ได้ช้ากว่าเดิม โดยตลาดยังคงมีความกังวลต่อภาวะอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาดในสหรัฐฯ หลังสำนักงาน Genscape รายงานว่า ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ณ จุดส่งมอบคุชชิ่ง โอคลาโฮม่า ปรับเพิ่มขึ้น 1.1 ล้านบาร์เรล ระหว่างสัปดาห์ จนถึงวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ประกอบกับความกังวลต่อปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังสหรัฐฯ โดยเฉพาะน้ำมันเบนซินคงคลัง ที่คาดว่าจะเหลือตกค้างเยอะ จากผลที่คาดการณ์ว่าฤดูการท่องเที่ยวของสหรัฐฯ จะไม่สามารถปรับลดปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังสหรัฐฯ มาอยู่ที่จุดสมดุลได้ ขณะที่ฤดูการท่องเที่ยวสหรัฐฯ ใกล้หมดลง ทำให้เพิ่มความกังวลต่ออุปทานที่จะล้นต่อตลาดในอนาคต ส่งผลให้นักวิเคราะห์ปรับลดการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส มาอยู่ที่ 40 จาก 45 เหรียญต่อบาร์เรล

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบยังถูกกดดัน จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้น ประกอบกับความกังวลว่าอุปทานน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ จะเพิ่มสูงขึ้น หลังจำนวนแท่นขุดเจาะในสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ ธนาคาร Barclays รายงานว่าอุปสงค์น้ำมันดิบโลกในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เติบโตน้อยกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจโลกอ่อนแอ

เวียร์ ศุกลวัฒน์ ปลื้ม! แฟนคลับซื้อทองเซอร์ไพรส์

เวียร์ ศุกลวัฒน์ ปลื้ม! แฟนคลับซื้อทองเซอร์ไพรส์

715893-03_1469415193715893-07_1469415194

เวียร์ ศุกลวัฒน์ ปลื้ม! แฟนคลับซื้อทองเซอร์ไพรส์

หนุ่ม “เวียร์ ศุกลวัฒน์” ปลื้ม แฟนคลับซื้อทองแท่ง เซอร์ไพรส์งานมีตติ้ง ปัดขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งของช่อง

ได้ฤกษ์รวมตัวแฟนคลับจัดงานแฟนมีตติ้งประจำปี ร่วมกัน ร้อง เล่น เต้น กรี๊ด ไปกับหนุ่ม เวียร์ ศุกลวัฒน์ซึ่งงานนี้ก็มีแฟนคลับทั้งชาวไทยและต่างประเทศ มาร่วมงานกันอย่างอบอุ่น แต่ที่ทำเอา หนุ่มเวียร์ เซอร์ไพรส์ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องที่แฟนคลับรวมเงินกันซื้อทองแท่ง ให้เป็นของขวัญ

โดย หนุ่มเวียร์ เปิดเผยว่า “วันนี้จริงๆ แล้วล่วงเลยมานาน เป็นกิจกรรมมีตติ้งวันเกิด จัดขึ้นทุกปี ต้องจัดเดือนเมษายน แต่ช่วงนั้นเรายุ่งๆ ถ่ายละคร ก็ล่วงเลยมาจนถึงวันนี้ วันนี้ก็ฤกษ์ดีได้จัดกิจกรรม เราได้เจอกันทุกปีสำหรับผมและแฟนคลับ ทุกครั้งที่พบกันจะร่วมทำบุญด้วยกัน นำเงินบริจาคให้กับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ แฟนคลับก็มากันทุกปีมาเยอะพอสมควรครับ

นอกจากแฟนๆ ชาวไทย ก็ยังมีแฟนคลับจากต่างประเทศด้วยนะครับ มาได้ไม่ลำบาก วันนี้เขาก็รวบรวมเงินกันซื้อทองแท่งให้ ผมก็คงเก็บไว้ เราอยู่ด้วยกันเรื่อยๆ คอยดูแลกันไป ไม่ได้เป็นกลุ่มที่หวือหวาอะไร ก็ไม่ได้ดูแลกันมาตั้งแต่แรก ก็เป็นส่วนหนึ่งของกำลังใจในการทำงาน มีมาตั้งแต่ผมเข้าวงการ”

“ถือว่าเป็นปีทองสำหรับผมไหม ในปีนี้ได้รางวัลด้วย ก็ถือว่าเป็นปีที่ดีที่ได้รับรางวัล จริงๆ เราก็ไม่ได้คาดหวัง เราก็พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด การแสดงมันเป็นอาชีพหลักของเรา ก็ถือว่าเป็นกำลังใจมากๆ เพราะเราอยู่ในวงการนี้มานาน มันเป็นรางวัลที่ไม่ใช่ผมคนเดียว เป็นของนักแสดงทุกคน แฟนคลับเองเขาปลื้มใจ

สำหรับทีเซอร์ของช่อง 7 ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีๆ เป็นการรวบรวมนักแสดงและทีมงานของช่อง 7 อยากให้คนดูได้รับความสุขจากพวกเราทุกคน ถ้าเขาคิดว่าผมเป็นเบอร์หนึ่ง ผมคงเครียดนะครับ

อย่าคิดแบบนั้นเลยครับ เราทำอาชีพของเราให้ดีที่สุดไม่คาดหวังว่าเราจะเป็นที่ 1 หรือที่ 2 นะครับ ในส่วนบทบาทพิธีกรก็ยังถือว่า มีเรื่องที่ต้องปรับเปลี่ยนอีกเยอะเลยครับ เพราะมันเป็นเนื้อหาใหม่ที่เราคิดกันมา หลายคนอยากจะให้เชิญแขกรับเชิญมาก็คิดไว้แล้วครับ คิดว่าคนน่าจะชอบครับ”

ชัดเจน! น้ำฝน พัชรินทร์ หน้าแนบอก “ดีเจอาร์ม”

ชัดเจน! น้ำฝน พัชรินทร์ หน้าแนบอก "ดีเจอาร์ม"

13584190_1795443967353102_931545501_n_146942049313731134_311108165897854_2043918271_n_146942029213740933_274034852971431_1622939167_n_1469420293

ชัดเจน! น้ำฝน พัชรินทร์ หน้าแนบอก “ดีเจอาร์ม”

ยืนยันจากปาก ดีเจอาร์ม พิพัฒน์ ก่อนหน้านี้แล้วว่า นางเอกสาว น้ำฝน พัชรินทร์ ไม่ใช่มือที่สามอย่างแน่นอน เพราะฝ่ายชายนั้นได้เลิกกับแฟนสาวมานานแล้ว และดูเหมือนครั้งนี้ ดีเจอาร์ม และน้ำฝน ถึงจะไม่ได้พูดว่าเป็นแฟนกันชัดเจน แต่ก็เปิดใจและเปิดตัวกันด้วยภาพชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งล่าสุดทั้งคู่ก็ควงกันไปเที่ยวอีกแล้ว หลังจากเห็นคู่นี้มีภาพความหวานออกมา รวมถึงภาพที่ควงกันไปเที่ยวทำบุญที่ประเทศพม่าก่อนหน้านี้นี้ ส่วนทริปนี้น้ำฝนเอง ก็ลงรูปคู่แนบชิดแนบอกดีเจอาร์ม พร้อมกับติดแท็กรูปตรงหัวใจ หวานมุ้งมิ้งอย่าบอกใครเชียวค่ะ

ยินดีกับความรักครั้งนี้ของทั้งคู่ด้วยนะคะ

รูปภาพจากอินสตาแกรม @ armpipat, namfonpatcharin_

วีเจสาว เปิดใจทั้งน้ำตาหลังตกเป็นข่าวหลอกเงิน 1.2 ล้าน จากหนุ่มอยุธยา

วีเจสาว เปิดใจทั้งน้ำตาหลังตกเป็นข่าวหลอกเงิน 1.2 ล้าน จากหนุ่มอยุธยา

วีเจสาว เปิดใจทั้งน้ำตาหลังตกเป็นข่าวหลอกเงิน 1.2 ล้าน จากหนุ่มอยุธยา

วีเจสาว อึดอัดถูกสังคมตราหน้าหลอกเงิน 1.2 ล้าน จากหนุ่มอยุธยาที่ตกเป็นข่าวดัง ล่าสุดแถลงเปิดใจบอกไม่เคยหลอกใคร

จากกรณีที่ นายรพีพัชร อายุ 28 ปี ถูกแม่ตัวเองแจ้งจับหลังพบว่าโอนเงินให้วีเจสาวจำนวนเงินกว่า 1.2 ล้านบาท เนื่องจากพบความผิดปกติของบัญชีที่ไม่สามารถเบิกเงินได้ ทางครอบครัวได้ตรวจสอบพบว่า นายรพีพัชรเข้าไปสมัครเล่นแอพพลิเคชั่น ซึ่งมีสาวๆ นั่งพูดคุยสด และ นายรพีพัชรไปถูกใจวีเจโฟร์ ถึงกับโอนเงินเพื่อซื้อของขวัญซึ่งเป็นไอคอนในแอพฯ ให้กับหญิงสาวทุกวัน วันละหลายครั้ง ครั้งละ 1-3 หมื่นบาท บางวัน 6 หมื่นบาท จนถึงวันที่ 16 ก.ค. ก่อนที่วีเจสาวจะเดินทางมาที่บ้านและหายตัวไปด้วยกันตามที่เป็นข่าว (อ่านข่าวก่อนหน้า แม่แจ้งจับลูกเทวดา โอนเงิน 1.2 ล้าน แจกวีเจสาว)

เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเป็นอย่างมากสำหรับคดีนี้ ล่าสุด วีเจสาว ได้เปิดใจผ่าน เฟซบุ๊ค WorkPoint News ข่าวเวิร์คพอยท์ ถึงกระแสข่าวดังกล่าวพร้อมกับงัดหลักฐานต่างๆ มาโชว์ให้สื่อได้เห็น โดยบอกว่าไม่ได้หลอกลวงใคร

“วันนี้ไม่ได้คิดจะฟ้องหรือแจ้งความใดๆ ทั้งสิ้น แค่อยากจะบอกว่าไม่ได้หลอกเอาเงินใครแต่อย่างใด แต่เงินที่ได้มาอยากอธิบายถึงความเป็นจริงว่าบางส่วนไม่เป็นจริง หลักฐานเท่าที่มีจะบอกว่าไม่ได้เอาเงิน 1.2 ล้านตามที่เป็นข่าว บางส่วนได้มีการคืนเงินไปแล้วในส่วนที่โอนส่วนตัวคือคืนให้ไปแล้ว”

“เรื่องซื้อรถให้ไม่เป็นความจริง เป็นเงินที่ตัวเองได้ซื้อเองร่วมกับพี่สาว”

“เรื่องราวทั้งหมดอยากจะบอกว่าเขาน่าจะรู้อยู่แก่ใจ ว่ามันเป็นอย่างไร”

“ในข้อความไลน์ที่นำมาให้สื่อดูว่าการโอนเงินนั้นไม่ได้หลอกลวง แต่ทางฝั่งผู้ชายได้บอกว่าตอนนี้อยู่ในระหว่างสร้างเนื้อสร้างตัว ต้องการโชว์ว่าเงินเป็นของเขา เขาดูแลทุกอย่างได้”

“เรื่องแหวนเคยได้ แต่เป็นแหวนทองแค่เฟืองเดียวเท่านั้น แหวนคืนให้ไปแล้วค่ะ เพราะในไลน์ที่เขาคุยกับแม่เขาเอง เราเลยคืนให้เขาไป”

“พี่แนทไม่ได้มีเลขบัญชีเดียวที่โอนเงินเข้ามา ที่เห็นชัดเจนจะมีสองบัญชีค่ะ ยอดที่โอนมาประมาณ 3.8 แสนบาท ตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 59  จนถึงที่เกิดเหตุเดือนกรกฎาคม”

“ไม่ได้รับสายเขาเป็นความจริง เพราะข่าวที่ออกมาภายใน 7 วัน หากยังติดต่ออยู่แม่เขาจะเข้าแจ้งความ”

“โอนเงินครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ประมาณ 1 หมื่นบาท วันที่ 8 มีนาคม 1 หมื่นบาท และวันที่ 9 มีนาคม 1 หมื่นบาท มีการโอนมาเรื่อยๆ และโอนครั้งสุดท้ายคือในเรื่องรถโอนเมื่อวันที่ 5 ก.ค. มีการโอนจำนวนเงิน 99,880 บาท หลังจากคุยกับแม่เขาได้มีการโอนเงินคืนกลับไปเมื่อวันที่ 17 ก.ค. เป็นการโอนจำนวนครั้งละ 5 หมื่นบาท”

“จำนวนเงิน 4 แสนทั้งหมด ไม่ได้โอนให้หนูนะคะ แต่เป็นการโอนเงินเข้าแอพฯ เพราะฉะนั้นจะคืนเงินไหม ตอบได้เลยว่าไม่รู้จะคืนยังงัยเพราะเป็นการโอนให้บริษัท”

คืบหน้า “น้องมินนี่” เด็กหญิงลูกครึ่ง 4 ขวบถูกทำร้าย เจอหน้าแม่ยังผวา

คืบหน้า "น้องมินนี่" เด็กหญิงลูกครึ่ง 4 ขวบถูกทำร้าย เจอหน้าแม่ยังผวา

คืบหน้า “น้องมินนี่” เด็กหญิงลูกครึ่ง 4 ขวบถูกทำร้าย เจอหน้าแม่ยังผวา

   จากกระแสในโลกโซเชียล ที่มีการนำภาพของ น้องมินนี่ เด็กหญิงวัย 4 ขวบ ลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย นำมาโพสต์กันในเฟซบุ๊ก ว่าถูกแม่ทำตีจนร่างกายมีเลือดไหล และมีบาลแผลถูกตามร่างกายหลายแห่งด้วยกัน จนเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงเห็นแล้วทนไม่ไหว จึงพาน้องมินนี่ เข้าแจ้งความต่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวานนี้

ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งตัวน้องมินนี่ ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเกาะสมุย และให้อยู่ในการดูแลของแพทย์โรงพยาบบาลเกาะสมุย ขณะที่ทางแม่ของน้องมินนี่ ทางเจ้าหน้าที่ได้เชิญมาสอบสวน แต่ยังไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหา

โดยในช่วงเที่ยงของวันนี้ แม่ของน้องมินนี่ ได้เดินทางไปเยี่ยมน้องมินนี่ที่โรงพยาบาล โดยน้องมินนี่ ยังอยู่ในการดูแลของแพทย์ ซึ่งทางโรงพยาบาลได้เปิดโอกาสให้แม่ของน้องมินนี่ได้พูดคุยกับน้องมินนี่ แต่เมื่อน้องมินนี่ เมื่อพบกับแม่ก็ดูยังมีท่าทีหวาดกลัวอยู่

จากการสอบถาม นางเอียว อายุ 37 ปี (นามสมมติ) แม่น้องมินนี่ ทราบว่าหลังจากตนได้คลอดน้องมินนี่ได้ 2 เดือน ก็ได้ให้ญาติที่อยู่ที่ จังหวัดลำปาง เป็นคนเลี้ยงน้องมินนี่ จนเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา ต้นได้เดินทางกลับไปบ้านที่ลำปาง เพื่อไปเยี่ยมน้องมินนี่ และได้พาน้องมินนี่ มาอยู่ด้วยกันที่เกาะสมุย โดยมาเช่าห้องพักแห่งหนึ่งที่ ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี อยู่ด้วยกัน 3 คน มีแม่ น้องมินนี่ และลูกชายวัย 8 เดือน ซึ่งเป็นคนละพ่อกันกับน้องมินนี่

โดยทางแม่ไม่ได้มีงานทำ แต่แฟนใหม่ชาวมาเลเซีย พ่อของลูกชายคนเล็กจะส่งเงินมาให้ใช้ ซึ่งพักหลังเริ่มมีปัญหาเรื่องเงิน เนื่องจากแฟนคนใหม่ส่งเงินมาให้ล่าช้า จนทำให้แม่น้องมินนี่ เกิดความเครียด เนื่องจากไม่มีเงินใช้ โดยแม่น้องมินนี่ยอมรับว่า ได้ใช้ไม้ตีน้องมินนี่ ในช่วงเดือนนี้มาแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งครั้งนี้ที่ได้ตีเพราะว่าน้องมินนี่ ได้อ้วกใส่ที่นอนจนเลอะเทอะ จึงเกิดความโมโหเลยใช้ไม้ตีน้องมินนี่

ขณะที่ทาง นางมณูศรี เพ็ชรคง พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเกาะสมุย ซึ่งเป็นผู้ดูแลน้องมินนี่ บอกว่าในวันนี้สภาพจิตใจของน้องมินนี่ เริ่มดีขึ้นมากกว่าเมื่อวาน ส่วนบาดแผลตามร่างกายที่เกิดจากการถูกตี แพทย์ได้ทำการรักษาโดยการให้ยารับประทานและยาทา และได้มีการเอกซเรย์ ที่ศีรษะและตามร่างกาย ซึ่งตอนนี้แพทย์ยังรอผลการเอกซเรย์อยู่ สภาพโดยรวมก็ดีขึ้น แต่ในตอนนี้น้องมินนี่ ยังต้องอยู่ในความดูแลของทางโรงพยาบาลไปก่อน

ขณะที่ตลอดทั้งวัน ยังคงมีประชาชนทั่วไปในพื้นในอำเภอเกาะสมุย ได้เดินทางมาเยี่ยมน้องมินนี่ อยู่ตลอดเวลา หลังจากที่ประชาชนทราบข่าวคราวที่เกิดขึ้น จากทางโซเชียล เนื่องจากประชาชนที่ทราบข่าว รู้สึกสงสารและอยากเดินทางมาเยี่ยมเพื่อให้กำลังใจน้องมินนี่

นางวรางคณา ใจกว้าง หนึ่งในผู้เดินทางมาเยี่ยมน้องมินนี่ บอกว่าได้พบเห็นน้องมินนี่ ที่ สภ.บ่อผุด เมื่อวานนี้ต้อนที่มีคนพาน้องมาแจ้งความ และเกิดความสงสาร จึงอยากจะช่วยเหลือ วันนี้ก็ได้เดินทางมาเยี่ยมน้องอีกครั้ง และได้มีโอกาสได้คุยกับแม่น้องมินนี่ โดยได้เตือนแม่ของน้องมินนี่ว่าอย่าทำร้ายหรือตีน้องมินนี่อีก แม่น้องมินนี่เองก็รู้ผิดกับการที่ได้กระทำลงไป และพูดว่าจะไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก

เพจแอนตี้ไม่ปลื้ม! จันจิ เจอด่าแรง รับช่อดอกไม้งานแต่งได้

เพจแอนตี้ไม่ปลื้ม! จันจิ เจอด่าแรง รับช่อดอกไม้งานแต่งได้

1_14691619992_146916199913_1469162011

เพจแอนตี้ไม่ปลื้ม! จันจิ เจอด่าแรง รับช่อดอกไม้งานแต่งได้

ยังคงโดนเพจแอนตี้กระหน่ำจัดดราม่าให้ได้แสบๆ คันๆ อย่างต่อเนื่อง สำหรับนักแสดงสาว “จันจิ จันจิรา จันทร์พิทักษ์ชัย” ที่ล่าสุดต้องเจอประเด็นแรงอีกครั้ง!! เมื่อเพจแอนตี้นำภาพถ่ายที่เจ้าตัวโพสต์ลงอินสตาแกรมหลังรับช่อดอกไม้ในงานแต่งงานของเพื่อนสนิทได้ ไปเขียนแคปชั่นแขวะโดยมีเนื้อหาว่า รับได้อีกเเล้วเหรอคะ?! รอสิคะรอให้โอ้อายุ33 เเล้วจะได้มาขอเเต่ง #ตอเเห* #junji_gaia ในใจคงจะอยากมากเเล้วสินะ!!”

ซึ่งงานนี้นอกจากสาวจันจิจะออกมายิ้มรับกับกระแสดราม่าดังกล่าวแบบสตรองสุดๆ เพราะไม่ได้รู้สึกซีเรียสอะไรและที่สำคัญตนก็ไม่ได้ติดตามข่าวจากเพจแอนตี้ดังกล่าวแล้วนั้น เจ้าตัวยังคอนเฟิร์มยาวๆ อีกด้วยว่า ไม่เคยคิดถึงเรื่องแต่งงานมาก่อน เพราะก็น่าจะอีกนาน…เลยทีเดียว

ล่าสุดเห็นว่าเราเพิ่งจะไปร่วมงานแต่งเพื่อนและก็รับช่อดอกไม้ได้ด้วย ?
“ใช่ค่ะได้ดอกไม้ค่ะ จันจิได้ดอกไม้บ่อยมาก (หัวเราะ) เอาจริงๆ ตั้งแต่มัธยมแล้วนะ เพราะจันจิจะรู้มุมไงคะว่าเรายืนตรงไหนแล้วเราจะได้ดอกไม้”

เพื่อนๆ แซวบ้างไหมที่เราได้ดอกไม้บ่อยขนาดนี้ ?
“เพื่อนหมั่นไส้ค่ะ (หัวเราะ) เพื่อนๆ ก็จะแกล้งทำหน้าหมั่นไส้ และก็เอาดอกไม้ไปถ่ายรูป”

ส่วนตัวเราเองมีหวังไหมกับเรื่องแต่งงาน ?
“ยังหรอกค่ะ ยังไม่คิดเลย”

แสดงว่าอีกนาน ?
“อีกนาน (ลากเสียงยาว) นานมาก (ยิ้ม)”

  เราทราบไหมว่าพอเราโพสต์รูปก็มีเพจแอนตี้นำภาพเราไปเขียนแคปชั่นประมาณว่า อยากรีบแต่งกับพี่มาริโอ้ หรือเปล่า ?

“โอ้ย…จันจิว่ามันเป็นเรื่องสนุกๆ มากกว่านะคะ ไม่ได้รู้สึกคิดมากหรืออะไรเลย และอย่างที่บอกจันจิเคยได้ดอกไม้มาตั้งแต่อยู่มัธยมแล้ว ที่สำคัญช่วงโยนช่อดอกไม้มันก็คือกิมมิคของงานแต่งงานด้วย ทำให้แขกและเพื่อนๆ สนุกกัน”

มีบ้างไหมเวลาเรารับได้เราก็เอาไปคุยกับพี่มาริโอ้ ?
“ไม่เลยค่ะ แค่จันจิอัพรูปลงอินสตาแกรมก็คือจบ ไม่ได้คุยไม่ได้อะไรเลย และตัวพี่โอ้เองก็เขาไม่ได้แซวเลย”

นอยด์ไหม ไม่ว่าจะทำอะไรก็โดนเพจแอนตี้จับไปเป็นประเด็นตลอด ?
“ไม่แล้วค่ะ เฉยๆ แล้ว”

แสดงว่าเราก็ไม่ได้ซีเรียสหรือน้อยใจอะไร ?
“ชินชาแล้ว ปล่อยไป (หัวเราะ)”

แอบคิดไม่ว่าถ้าหากเราบอกว่าชินแบบนี้จะทำให้เขายิ่งไม่หยุด ?
“จันจิคิดว่าถ้าเราสนใจมันก็ช่วยอะไรไม่ได้นะ ดังนั้นเราอยู่เฉยๆ เงียบๆ และก็ทำงานของเราให้ดีที่สุดแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ดีกว่าค่ะ (ยิ้ม)”

เครดิตภาพประกอบจาก Instagram @antijunji_gaia / @junji_gaia

ชัดเจน! เอเลน่า ลงภาพจูบ “ป้อง ณวัฒน์”

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzQwNi8yMDM0NjEwLzc3Ny5qcGc=

12965239_975054869210563_926569198_n_146917564312965883_1081555998561714_182113020_n_146917564413704198_1282568085116500_909349766_n_1469175648

หลังจากมีรูปหลุดของพระเอกหนุ่ม ป้อง ณวัฒน์ และสาวสวย เอเลน่า คาสโตร ลีออง นางแบบหุ่นสุดเซ็กซี่ชาวฝรั่งเศส ในผับแห่งหนึ่งที่จังหวัดภูเก็ตหลุดออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นแฟนคนใหม่ล่าสุดของหนุ่มป้องนั่นเอง

ล่าสุดทางด้านฝ่ายเอเลน่า ก็ได้ลงรูปหวาน จูบหลังหนุ่มป้อง เบาๆ จากด้านหลัง และยังมีฝ่ายชายเข้ามาคอมเม้นท์กลับว่า huhu ด้วย ภาพคู่เซลฟี่หวานออกสื่อแบบนี้ คงไม่ต้องอัพเดทสถานะ เพราะว่าการกระทำชัดเจน พระเอกหนุ่มป้องไม่โสดแล้วค่ะ